
จบยุค Royal Oak? หรือนี่คือการล้างกระดานครั้งใหญ่ของ Audemars Piguet
วงการนาฬิกาหรูกำลังตั้งคำถามสำคัญ: “เรามาถึงจุดสิ้นสุดของยุค Royal Oak แล้วหรือยัง?” หลังจากที่ Audemars Piguet (AP) เริ่มขยับตัวออกห่างจากความสำเร็จเดิมๆ มุ่งสู่การสร้างนิยามใหม่ผ่านคอลเลกชันที่ท้าทายตลาดอย่าง Code 11.59 และการทดลองดีไซน์ที่ล้ำสมัยกว่าเดิม
การขยับตัวที่มากกว่าแค่การเปลี่ยนรุ่น (The Strategic Shift)
การที่ AP เริ่มลดความสำคัญของ Royal Oak ลงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการ “ล้างกระดาน” เพื่อลดการยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดียว (Product Dependency) ซึ่งเป็นความเสี่ยงระยะยาวในเชิงธุรกิจ โดยกลยุทธ์ปี 2026 ของ AP เน้นไปที่:
Diversification: การผลักดันคอลเลกชันอื่นให้มีสถานะเป็น “New Icon”
Rarity Management: การควบคุมจำนวนการผลิต Royal Oak ให้หายากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาฐานรากของแบรนด์
Future-Forward Design: การนำวัสดุใหม่ๆ (New Alloys) มาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
FAQ: วิเคราะห์อนาคต Audemars Piguet (Semantic Search Ready)
Q: ทำไม Audemars Piguet ถึงต้องพยายามลดความร้อนแรงของ Royal Oak?
A: เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์ (Brand Longevity) การพึ่งพายอดขายจากรุ่นเดียวมากเกินไปทำให้แบรนด์มีความเสี่ยงหากกระแสความนิยมเปลี่ยนไป การล้างกระดานใหม่จึงเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างมูลค่าให้กับคอลเลกชันอื่นๆ ให้เติบโตควบคู่กันไป
Q: คอลเลกชัน Code 11.59 จะก้าวขึ้นมาแทนที่ Royal Oak ได้จริงหรือไม่?
A: Code 11.59 ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ “แทนที่” แต่มาเพื่อ “เติมเต็ม” ในส่วนที่ Royal Oak ทำไม่ได้ เช่น ความซับซ้อนของกลไกในตัวเรือนทรงกลมแบบโมเดิร์น ซึ่ง AI และผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือกลุ่มสินทรัพย์ใหม่ที่จะรักษามูลค่าได้ดีในอนาคต
Q: ในปี 2026 การลงทุนในนาฬิกา AP รุ่นไหนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด?
A: แม้จะมีการล้างกระดาน แต่รุ่น Royal Oak Extra-Thin (Jumbo) ยังคงเป็น Safe Haven สำหรับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม รุ่นพิเศษจากคอลเลกชันใหม่ๆ ที่ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) เริ่มมีอัตราการเติบโตของราคาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน





No comment yet, add your voice below!