เจาะลึกปรัชญา Richard Mille: ชายผู้เปลี่ยน “นาฬิกาหรู” ให้เป็น “จักรกลแห่งอนาคต”

ปรัชญา Richard Mille, นาฬิกา Richard Mille, Richard Mille Philosophy

ในโลกของนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) หากถามหาแบรนด์ที่กล้า “ท้าทายทุกกฎเกณฑ์” ชื่อของ Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) จะต้องขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาเศรษฐีและนักกีฬาประดับโลก? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความหรูหรา แต่มันคือ “วิสัยทัศน์” ที่มองไกลไปกว่าเข็มนาฬิกา

  1. ปฏิเสธความจำเจ: เมื่อนาฬิกาไม่ได้มีไว้แค่ “โชว์”
    ริชาร์ด มิลล์ เริ่มต้นแบรนด์ด้วยความอัดอั้นต่ออุตสาหกรรมแบบเดิมๆ เขาพบว่านาฬิกาหรูส่วนใหญ่นั้น “สวยแต่เปราะบาง” และถูกสร้างมาเพื่อประดับข้อมือในงานเลี้ยงมากกว่าการใช้งานจริง

คติประจำใจ: “ถ้าจะทำ ต้องทำให้ดีกว่าที่เคยมีมา”

เขายึดถือความต่าง (Exclusivity) เป็นตัวตั้ง โดยไม่สนใจว่าจะต้องเดินตามรอยเท้าใคร ทำให้ Richard Mille กลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

  1. A Racing Machine on the Wrist: นิยามใหม่ของเครื่องจักรข้อมือ
    หนึ่งใน SEO Keyword สำคัญของแบรนด์คือคำว่า “Racing Machine on the Wrist” ริชาร์ด มิลล์ มองนาฬิกาในฐานะ “วิศวกรรม” เช่นเดียวกับรถแข่ง Formula 1 หรือเครื่องบินรบ ทุกชิ้นส่วนต้องมีหน้าที่ (Functional) และต้องทนทานต่อสภาวะสุดขั้ว

ทนแรงกระแทก: สามารถสวมใส่ขณะหวดวงสวิงกอล์ฟหรือแข่งรถได้

ความแม่นยำ: ทำงานได้เสถียรแม้ภายใต้แรง G-Force สูง

  1. วัสดุศาสตร์จากโลกอวกาศและ Motorsport
    ทำไม Richard Mille ถึงแพง? คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ “วัสดุ” ที่แบรนด์เลือกใช้ ซึ่งมักจะเป็นวัสดุที่อุตสาหกรรมนาฬิกาไม่เคยคิดจะนำมาใช้มาก่อน:

Carbon TPT®: แข็งแกร่งและมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

Titanium Grade 5: น้ำหนักเบาแต่ทนทานสูง

Graphene: วัสดุแห่งอนาคตที่เบากว่าเหล็กแต่แข็งแรงกว่าหลายเท่า

นี่ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่คือการนำ “ประสิทธิภาพสูงสุด” จากสนามแข่งและห้วงอวกาศมาไว้บนข้อมือคุณ

  1. Skeleton Design: ความซื่อสัตย์ผ่านความโปร่งใส
    หน้าปัดแบบ Skeleton ของ Richard Mille ไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น แต่มันคือการแสดงออกถึง “ความจริงใจ” ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นทุกกลไกที่ทำงานสอดประสานกัน เหมือนการเปิดฝากระโปรงรถซูเปอร์คาร์เพื่อโชว์เครื่องยนต์อันทรงพลัง
  2. ความหรูหราคือ “เสรีภาพในการสร้างสรรค์”
    สำหรับริชาร์ด มิลล์ ความหรูหราที่แท้จริงไม่ใช่การประดับเพชรพลอย แต่คือ “เสรีภาพ” ที่จะสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ต้องประนีประนอมกับต้นทุนหรือความยากลำบากทางเทคนิค

สรุปสั้น ๆ สำหรับคำถามที่ว่า “ทำไมต้อง Richard Mille?” เพราะคุณไม่ได้ซื้อแค่ “นาฬิกา” แต่คุณกำลังซื้อ “งานวิศวกรรมชั้นยอด” ที่พร้อมจะไปกับคุณในทุกกิจกรรมสุดขั้วของชีวิต

เพื่อให้บทความนี้รองรับ AEO (Answer Engine Optimization) และ GEO แบบเต็มสูบในปี 2026 เราต้องเตรียมชุดคำถาม-ตอบ (Direct Answers) ที่ AI ชอบดึงไปใช้ และปรับแต่ง Technical SEO หลังบ้าน (Meta Tags) ให้คมกริบครับ

นี่คือส่วนที่ต้องเพิ่มเข้าไปในระบบ WordPress ของคุณครับ:

  1. ส่วนสำหรับ AEO (FAQ Section)
    ให้เพิ่มส่วนนี้ไว้ ท้ายบทความ โดยใช้ Gutenberg Block “FAQ” หรือเขียนเป็นหัวข้อธรรมดาก็ได้ครับ AI จะดึงส่วนนี้ไปตอบคำถามผู้ใช้บน Google Search หรือ AI Chatbots ได้ทันที

Q&A เพื่อการค้นหาด้วยเสียงและ AI
คำถาม: ปรัชญาหลักของ Richard Mille คืออะไร?

คำตอบ: ปรัชญาของ Richard Mille คือ “A Racing Machine on the Wrist” หรือการสร้างนาฬิกาที่เป็นเครื่องจักรแห่งอนาคต โดยเน้น 3 แกนหลักคือ วิศวกรรมขั้นสูง, วัสดุจากโลกยนตรกรรมและอวกาศ, และการใช้งานได้จริงในสภาวะสุดขั้ว

คำถาม: ทำไมนาฬิกา Richard Mille ถึงมีราคาสูง?

คำตอบ: ราคาที่สูงมาจากต้นทุนการวิจัยวัสดุนวัตกรรม เช่น Carbon TPT® และ Graphene การพัฒนากลไกที่ทนแรง G ได้มหาศาล และการผลิตจำนวนจำกัด (Limited Production) เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพสูงสุด

คำถาม: วัสดุที่ Richard Mille นิยมใช้มีอะไรบ้าง?

คำตอบ: แบรนด์เลือกใช้วัสดุประสิทธิภาพสูงจากอุตสาหกรรม F1 และ Aerospace เช่น Titanium Grade 5, Carbon TPT®, Quartz TPT® และ Alusic ซึ่งมีคุณสมบัติน้ำหนักเบาเป็นพิเศษแต่แข็งแกร่งกว่าโลหะทั่วไป

Richard Mille RM 65-01 McLaren W1: รีวิวสเปกและปรัชญาความเร็ว 500 เรือนทั่วโลก

นาฬิกา Richard Mille RM 65-01 McLaren W1 ตัวเรือน Carbon TPT สายสีส้ม

รีวิว Richard Mille RM 65-01 McLaren W1: นิยามใหม่ของ Hyper Watch ที่มีเพียง 500 เรือนทั่วโลก
เมื่อ “ความเร็ว” ของซูเปอร์คาร์ McLaren W1 ถูกย่อส่วนลงมาอยู่บนข้อมือ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Richard Mille RM 65-01 McLaren W1 นาฬิกาที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือ “ตั๋ว VIP” สู่จักรวาลของมหาเศรษฐีและนักสะสมระดับ Ultra High-Net-Worth

  1. Limited Edition 500 เรือน: ความหายากที่สร้างมูลค่า
    RM 65-01 McLaren W1 ไม่ใช่สินค้าแมส แต่ถูกผลิตมาเพียง 500 เรือนทั่วโลก เท่านั้น ซึ่งเป็นการสะท้อนกลยุทธ์เดียวกับ McLaren Automotive ที่เน้นความ Exclusivity การครอบครองนาฬิกาเรือนนี้จึงเปรียบเสมือนการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกความเร็ว
  2. DNA จาก McLaren W1: ดีไซน์ที่ขับเคลื่อนด้วย Aerodynamics
    แรงบันดาลใจหลักมาจาก Hypercar รุ่นล่าสุดอย่าง McLaren W1 โดยนำองค์ประกอบด้านวิศวกรรมมาปรับใช้:

วัสดุ Carbon TPT® & Titanium: ให้ความเบาหวิวแต่แข็งแกร่งประดุจโครงสร้างรถแข่ง

โทนสีส้ม (McLaren Orange): เอกลักษณ์ที่สะดุดตาและบ่งบอกถึงความดุดันบนสนามแข่ง

  1. กลไกสุดล้ำ: Automatic Split-Seconds Chronograph
    หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือกลไก Split-Seconds (Rattrapante) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในโลกนาฬิกา:

Flyback Chronograph: สำหรับการจับเวลาต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดกด

Variable Geometry Rotor: ระบบโรเตอร์ที่ปรับเปลี่ยนตามการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ เพื่อประสิทธิภาพการไขลานสูงสุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RM 65-01 McLaren W1
Q: Richard Mille RM 65-01 McLaren W1 ราคาเท่าไหร่?

A: ราคาเปิดตัวอยู่ที่ระดับหลายสิบล้านบาท (On Request) อย่างไรก็ตาม ในตลาดรอง (Secondary Market) ราคามักจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือน

Q: ทำไมนาฬิการุ่นนี้ถึงใช้ Carbon TPT®?

A: เพราะ Carbon TPT® มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กแต่ทนแรงกระแทกได้มหาศาล และมีลวดลาย Damascus ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละเรือน

Q: ระบบ Split-Seconds Chronograph คืออะไร?

A: คือฟังก์ชันที่ช่วยให้นาฬิกาสามารถจับเวลาสองเหตุการณ์ที่เริ่มพร้อมกันได้ (เช่น รถแข่งสองคัน) ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูงสุดในการผลิต

เจาะลึก Patek Philippe Nautilus Ref. 5720/1G-001 “Dragon” ศิลปะชั้นสูงบนเรือนเวลาระดับตำนาน

เจาะลึก Patek Philippe Nautilus Ref. 5720/1G-001 “Dragon” ตำนานมังกรทองบนเรือนเวลาหายาก

ในจักรวาลของ Patek Philippe (ปาเต็ก ฟิลิปป์) มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “นาฬิกาบอกเวลา” และ “งานศิลปะชิ้นเอก” แต่สำหรับโมเดลที่เราจะพูดถึงในวันนี้ มันคือสิ่งที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นไปอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ Patek Philippe Nautilus Ref. 5720/1G-001 Dragon

นี่ไม่ใช่ Nautilus (นอติลุส) รุ่นปกติที่คุณจะเห็นได้ทั่วไป แต่นี่คือเรือนเวลาที่สะท้อนถึง อำนาจ ศรัทธา และวัฒนธรรมตะวันออก ผ่านงานฝีมือระดับสูงสุด (High Craftsmanship) จาก Maison แห่งเจนีวา ที่นักสะสมทั่วโลกต่างถวิลหา

  1. กำเนิดมังกร: เมื่อ Patek Philippe สื่อสารกับโลกตะวันออก
    Patek Philippe Nautilus Dragon Ref. 5720/1G-001 ถูกรังสรรค์ขึ้นในฐานะ Special Piece เพื่อเจาะตลาดกลุ่มลูกค้า VIP ในภูมิภาคเอเชียและจีนโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจสูงสุดอย่าง “มังกร” (Dragon)

ทำไมต้องเป็นมังกร? ในวัฒนธรรมจีน มังกรคือตัวแทนของ:

อำนาจและบารมี (Power): สัญลักษณ์ของจักรพรรดิ

ความมั่งคั่ง (Wealth): การดึงดูดโชคลาภ

สติปัญญา (Wisdom): ความรอบรู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

การนำสัญลักษณ์นี้มาประทับลงบนคอลเลกชันที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่าง Nautilus จึงเป็นการผสานโลกแห่งเครื่องบอกเวลาและโลกแห่งความศรัทธาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

  1. ตัวเรือน White Gold 18K: ความสง่างามที่เหนือระดับ
    ความพิเศษของรุ่น 5720/1G-001 เริ่มต้นตั้งแต่วัสดุภายนอก ทางแบรนด์เลือกใช้ทองคำขาว หรือ White Gold 18K มาเป็นวัสดุหลักทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกา

Case Material: White Gold 18K ให้ความรู้สึกหนักแน่น หรูหรา แต่ไม่ตะโกน

Shape: รูปทรงกรอบหน้าปัดแปดเหลี่ยมโค้งมน (Rounded Octagon) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Nautilus

Bracelet: สายรัดข้อมือแบบ Integrated Bracelet ทำจากทองคำขาว ขัดแต่งอย่างประณีต

เหตุผลที่เลือก White Gold แทนที่จะเป็น Rose Gold หรือ Yellow Gold คือการทำหน้าที่เป็น “ฉากหลัง” (Canvas) ที่เงียบสงบ เพื่อขับเน้นให้งานศิลปะบนหน้าปัดโดดเด่นออกมาให้ได้มากที่สุดโดยไม่ถูกแย่งซีน

  1. หน้าปัด Dragon: งานศิลป์ Cloisonné Enamel ระดับ Masterpiece
    หัวใจสำคัญที่ทำให้ Patek Philippe Nautilus Dragon กลายเป็นตำนาน ไม่ใช่กลไก แต่คือ หน้าปัด (Dial)

หน้าปัดนี้รังสรรค์ด้วยเทคนิคโบราณที่เรียกว่า Cloisonné Enamel (การลงยาแบบมีขอบ) ซึ่งถือเป็นงานหัตถศิลป์ที่ยากและซับซ้อนที่สุดแขนงหนึ่งในโลกนาฬิกา

ขั้นตอนความยากของ Cloisonné Enamel:
ขึ้นโครง: ช่างฝีมือต้องใช้เส้นลวดทองคำบางเฉียบ (Gold Wire) ดัดเป็นรูปมังกรด้วยมือ

ลงสี: หยอดสีเคลือบ (Enamel) ลงในช่องว่างทีละช่องอย่างแม่นยำ

การเผา: นำเข้าเตาอบความร้อนสูง (Firing) หลายสิบรอบ เพื่อให้สีเซตตัวและเกิดความเงางาม

ความเสี่ยง: หากเกิดรอยร้าวเพียงนิดเดียว ชิ้นงานนั้นจะถูกทำลายทิ้งทันที

ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าปัดที่มีมิติ สีสันลุ่มลึก และ “ไม่มีวันเหมือนกัน 100%” ในแต่ละเรือน นี่คือเหตุผลที่ Patek Philippe ผลิตรุ่นนี้ออกมาได้น้อยมาก (Very Limited Production)

  1. ความหมายที่ซ่อนอยู่บนข้อมือ
    มังกรบนหน้าปัด Ref. 5720/1G-001 ไม่ได้ถูกวาดขึ้นเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ทุกรายละเอียดแฝงไปด้วยนัยยะสำคัญ:

ท่าทางของมังกร: สื่อถึงพลัง (Energy) และการเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง

โทนสี (แดง-น้ำเงิน-ทอง): สีมงคลที่สื่อถึงโชคลาภ ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง

ลวดลายเมฆ: สื่อถึงสวรรค์ ความต่อเนื่อง และความเป็นนิรันดร์

นี่คือ Nautilus ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่กำลัง “เล่าเรื่องราว” ของผู้สวมใส่

  1. ข้อมูลจำเพาะ
    คุณสมบัติ รายละเอียด
    Model Reference,5720/1G-001
    Collection,Nautilus
    Case Material,18K White Gold
    Dial Craftsmanship,Cloisonné Enamel (Dragon Motif)
    Movement,Automatic In-House Caliber
    Case Diameter,40 mm (โดยประมาณ)
    Bracelet,18K White Gold Integrated
    Market Status,Extremely Rare / Auction Piece
  2. ความหายากและมูลค่าการลงทุน (Investment Value)
    ในวงการนักสะสมนาฬิกา Patek Philippe รุ่น Nautilus Dragon ถือเป็น Holy Grail (จอกศักดิ์สิทธิ์) ที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง

Production Numbers: ไม่มีการเปิดเผยจำนวนการผลิตอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์ว่ามีจำนวนน้อยมาก

Availability: สงวนสิทธิ์ (Allocation) ให้กับลูกค้า VVIP หรือผู้ที่มีประวัติการซื้อระดับสูง (Top Tier Profile) เท่านั้น

Market Price: ราคาของรุ่นนี้อยู่ในสถานะ “Price on Request” หรือประเมินค่าไม่ได้ในตลาดทั่วไป หากหลุดเข้าสู่ตลาดประมูล (Auction) ราคาจะพุ่งทะยานไปแตะระดับหลายสิบล้านบาทได้ไม่ยาก

ราคาของนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลไกหรือฟังก์ชัน แต่ขึ้นอยู่กับ Art (ศิลปะ) + Story (เรื่องราว) + Rarity (ความหายาก)

  1. บทสรุป: มากกว่าคำว่านาฬิกา คือมรดกแห่งกาลเวลา
    Patek Philippe Nautilus Ref. 5720/1G-001 Dragon ไม่ใช่นาฬิกาที่ถูกสร้างมาเพื่อทุกคน แต่ถูกสร้างมาเพื่อผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า…

“คุณค่าที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากเวลาที่เดินไป แต่วัดจากความหมายที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลาน”

หากคุณคือนักสะสมที่มองหาความเป็นที่สุด ทั้งในแง่ของแบรนด์ งานฝีมือ และความเชื่อ Nautilus Dragon คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Patek Philippe Nautilus Dragon
Q: Patek Philippe Nautilus Dragon 5720/1G-001 ราคาเท่าไหร่? A: ราคา Retail Price ไม่เปิดเผย (Price on Application) ส่วนราคาในตลาดมือสองหรือประมูล ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและสภาพ แต่ประเมินว่ามีมูลค่าสูงระดับ Super Luxury (หลายสิบล้านบาท)

Q: หน้าปัด Cloisonné Enamel ดูแลรักษายากไหม? A: หน้าปัด Enamel มีความทนทานต่อการซีดจางสูงมาก สีจะสดใสไปตลอดกาล แต่ต้องระวังการกระแทกแรงๆ เพราะอาจทำให้หน้าปัดแตกร้าวได้

Q: รุ่นนี้ยังหาซื้อได้ที่ Shop หรือไม่? A: รุ่นนี้เป็น Special Piece ที่ผลิตมานานแล้ว ปัจจุบันไม่สามารถหาซื้อได้จากหน้าร้านทั่วไป (Discontinued/Allocation Only) ต้องหาผ่านตลาดนักสะสมระดับสูงหรือการประมูลเท่านั้น

นักเตะระดับโลกเลือกใส่นาฬิการุ่นไหนบ้าง?เมื่อ Rolex, Patek AP กลายเป็นนาฬิกาคู่สนาม

ในโลกของฟุตบอลระดับโลก
นักเตะไม่ได้ถูกจดจำแค่จากฝีเท้าในสนาม
แต่ยังรวมถึง สไตล์ รสนิยม และภาพลักษณ์นอกสนาม

และหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จได้ชัดที่สุด
คือ นาฬิกาหรูบนข้อมือ

ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนแข่ง หลังเกม หรือชีวิตประจำวัน
เรือนเวลาที่นักเตะระดับท็อปเลือกใส่
ล้วนเป็น Icon Watch ที่นักสะสมทั่วโลกให้คุณค่า

Rolex ตัวแทนความสำเร็จและชัยชนะ

Rolex คือแบรนด์ที่ปรากฏบนข้อมือนักเตะมากที่สุด
เพราะเป็นสัญลักษณ์ของ ความสำเร็จ ความแม่นยำ และชัยชนะ

รุ่นที่พบเห็นบ่อยในหมู่นักเตะ

Rolex Submariner

Rolex Daytona

Rolex GMT-Master II (Pepsi / Sprite / Green Bezel)

ราคารีเซลในไทย (โดยประมาณ)
👉 1,2xx,xxx – 4,xxx,xxx บาท (ขึ้นกับรุ่นและสภาพ)

Rolex คือนาฬิกาที่ “ใส่ได้ทุกวัน แต่ยังคงคุณค่าในระยะยาว”

Patek Philippe Nautilus: สถานะของซูเปอร์สตาร์ตัวจริง

นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์จำนวนมาก
เลือก Nautilus เป็นนาฬิกาคู่ใจนอกสนาม
เพราะเป็นรุ่นที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน

รุ่นยอดนิยมในหมู่นักเตะ

  • Nautilus 5711/1A
  • Nautilus 5980/1R Chronograph
  • Nautilus หน้าปัดสีพิเศษ

ราคารีเซลในไทย (โดยประมาณ)
👉 3,xxx,xxx – 5,xxx,xxx บาท

Nautilus คือนาฬิกาที่ “ใครมี ไม่จำเป็นต้องอธิบาย”

Audemars Piguet Royal Oak สปอร์ตหรูที่มีตัวตน

Royal Oak คือนาฬิกาของนักเตะที่ต้องการความสปอร์ต แต่ไม่ทิ้งความหรู

ดีไซน์ Octagonal Bezel และสาย Integrated Bracelet
ทำให้ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดรุ่นหนึ่ง

รุ่นที่พบในหมู่นักเตะ

Royal Oak Selfwinding

Royal Oak Chronograph

Royal Oak Rose Gold / Skeleton

ราคารีเซลในไทย (โดยประมาณ)
👉 2,xxx,xxx – 4,xxx,xxx บาท

Royal Oak คือเรือนเวลาของคนที่
“มั่นใจในสไตล์ของตัวเอง”

ทำไมนักเตะระดับโลกถึงเลือกนาฬิกากลุ่มนี้

นาฬิกาที่นักเตะเลือกใส่ ไม่ใช่เพราะราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะตอบโจทย์ครบทุกมิติ

  1. แบรนด์มีประวัติศาสตร์
  2. มูลค่าตลาดแข็ง
  3. ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน
  4. เป็นสินทรัพย์ที่ถือครองได้ระยะยาว

จึงไม่แปลกที่นาฬิกาเหล่านี้จะกลายเป็น “มาตรฐาน” ของคนที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก

นาฬิกาสไตล์นักเตะ เหมาะกับใคร

  • คนที่ชอบนาฬิกาสปอร์ตหรู
  • นักสะสมที่มองหารุ่นตลาดแข็ง
  • ผู้ที่อยากได้นาฬิกาใส่ทุกวันแต่ยังดูแพง
  • คนที่ต้องการเรือนเวลาที่สะท้อนความสำเร็จ

สนใจนาฬิกาแบบนักเตะระดับโลก ปรึกษาเราได้

หากคุณกำลังมองหานาฬิกาแนวเดียวกับที่นักเตะระดับโลกเลือกใส่
ไม่ว่าจะเป็น Rolex, Patek Philippe หรือ Audemars Piguet
และอยากปรึกษาเรื่องรุ่น ราคา หรือความน่าสะสม

📩 LINE OA: @THONGPATEK
📍 หรือมาพูดคุยกับเราได้ที่ Central World ชั้น 5

กำไรเท่าไรไม่สำคัญ แค่รู้จักกันก็ดีใจแล้ว
— Thong Patek

นาฬิกาหรู 3 เรือนที่ Rihanna ใส่จริง…แต่ละเรือนราคาไม่ธรรมดา

Rihanna สวมนาฬิกาหรู Audemars Piguet และ Patek Philippe

ถ้าพูดถึงผู้หญิงที่ใส่อะไรก็กลายเป็น “มาตรฐานใหม่ของความแพง”
ชื่อของ Rihanna คือหนึ่งในนั้นแบบไม่ต้องถกเถียง

และสิ่งที่คนรักนาฬิกาหรูรู้กันดีคือเรือนเวลาที่เธอเลือกใส่ ไม่ใช่เพราะกระแสอย่างเดียวแน่ ๆ

ทั้ง 3 เรือนต่อไปนี้ ล้วนเป็น Icon Watch ที่นักสะสมทั่วโลกจับตามองกันเลยทีเดียว

  1. Audemars Piguet Royal Oak 67630BA
    Royal Oak ทองล้วน ที่ใส่แล้ว “ไม่ต้องพูดอะไร”

Royal Oak คือหนึ่งในนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ และเวอร์ชัน Yellow Gold เต็มเรือน ที่ Rihanna ใส่คือการประกาศจุดยืนของผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเองแบบไม่ต้องอธิบาย

จุดเด่น

  • ตัวเรือนทองคำ 18K
  • ดีไซน์สปอร์ตหรูแบบคลาสสิก
  • ใส่ได้ทั้งวัน แต่ดูแพงตลอดเวลา

ราคารีเซลในไทย (โดยประมาณ)
👉 2,xxx,xxx บาท

—————————- 

  1. Patek Philippe Nautilus 5980/1R-001
    Nautilus ใส่แล้วหรูแบบตะโกนนน! ที่สำคัญเลิกผลิตเรียบร้อยแล้วค่ะ (discontinued)

ถ้ามีนาฬิกาหนึ่งรุ่นที่ถูกยกให้เป็น Holy Grail Patek Philippe Nautilus คือคำตอบนั้น

รุ่น 5980/1R-001 Rose Gold ที่ Rihanna เลือกใส่
คือ Nautilus Chronograph ที่รวมทุกอย่างไว้ในเรือนเดียว
ทั้งประวัติศาสตร์ ความหายาก และคุณค่าการลงทุน

จุดเด่น

  • ตัวเรือน Rose Gold 18K
  • ฟังก์ชัน Chronograph
  • เป็นรุ่นที่ตลาดต้องการสูง และปล่อยยาก

ราคารีเซลในไทย (โดยประมาณ)
👉 4,xxx,xxx – 5,xxx,xxx บาท (ขึ้นกับสภาพและอุปกรณ์)

—————————

  1. Audemars Piguet Royal Oak 77450OR
    Royal Oak สำหรับผู้หญิงที่ไม่อยาก “ดูหวาน” มาก

Royal Oak รุ่นนี้พิสูจน์ชัดว่า นาฬิกาผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเล็กหรืออ่อนหวาน
แต่สีหน้าปัดนี้ AP ทำออกมาได้โดดเด่นและสวยงามมากจริง ๆ เห็นครั้งแรกแล้วต้องอยากมองกันเลยทีเดียว

เวอร์ชัน Rose Gold ที่ Rihanna ใส่
ให้ลุคหรู แข็งแรง และมีพลัง

จุดเด่น

  • ขนาดพอดีข้อมือผู้หญิง
  • หน้าปัดสีพิเศษ
  • ใส่แล้วดูแพงแบบมี character

ราคารีเซลในไทย (โดยประมาณ)
👉 2,xxx,xxx บาท

? ทำไมนาฬิกาที่ Rihanna ใส่ ถึงถูกนักสะสมจับตา

สิ่งที่ทั้ง 3 เรือนมีเหมือนกัน ไม่ใช่ชื่อเสียงของคนใส่
แต่คือ

  1. เป็นนาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์
  2. ตลาดแข็ง ไม่อิงแฟชั่นระยะสั้น
  3. มีคุณค่าทั้งการใช้งานและการสะสม

ใส่แล้ว “บอกตัวตน” มากกว่าบอกเวลา

นี่คือเหตุผลที่นาฬิกากลุ่มนี้ไม่เคยหลุดจากเรดาร์ของนักสะสมระดับโลก

สนใจเรื่องนาฬิกา ปรึกษา THONG ได้

หากคุณกำลังมองหานาฬิกาในระดับเดียวกับที่ Rihanna ใส่
ไม่ว่าจะเป็น Audemars Piguet Royal Oak หรือ Patek Philippe Nautilus
และอยากรู้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับคุณที่สุด ทั้งในแง่สไตล์และงบประมาณ

📩 LINE OA: @THONGPATEK
📍 หรือแวะมาปรึกษาเราได้ที่ Central World ชั้น 5

กำไรเท่าไรไม่สำคัญ แค่รู้จักกันก็ดีใจแล้ว
— Thong Patek

Rihanna สวมนาฬิกาหรู Audemars Piguet และ Patek Philippe

Lisa ปังอีกแล้ว! ส่องนาฬิกาหรู Patek Philippe Nautilus 7010/1R-013 สีม่วงอมชมพู

Lisa นาฬิกา Patek ลิซ่า Patek Philippe Nautilus 7010/1R-013

เสน่ห์ความหรูที่คนทั้งโลกจับตา เมื่อ “ลุค LISA” กลับมาทำให้ Nautilus ผู้หญิงร้อนแรงอีกครั้ง

ยิ่งเมื่อภาพลุคไลฟ์สไตล์ของ LISA ปรากฏพร้อมนาฬิกา Nautilus หน้าปัดสีม่วงอเมทิสต์บนข้อมือ
นาฬิการุ่นนี้ก็ถูกพูดถึงทันทีในฐานะ “Nautilus ผู้หญิงที่สวย แรง และมีตัวตนที่สุดรุ่นหนึ่ง”

Nautilus 7010/1R-013 เมื่อความหรูไม่ได้แปลว่าต้องเรียบเสมอไป

Patek Philippe ออกแบบ Nautilus 7010/1R-013 ให้แตกต่างอย่างชัดเจน
นี่ไม่ใช่นาฬิกาผู้หญิงที่ทำให้ “ดูอ่อนหวาน”แต่เป็นเรือนเวลาที่สื่อถึง ความมั่นใจ ความสำเร็จ และรสนิยมระดับ High Jewelry

จุดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษ

  1. ตัวเรือน Rose Gold 18K ขนาด 32 มม. ใส่สบายแต่ยังคงเอกลักษณ์ Nautilus
  2. ขอบตัวเรือนฝัง เพชรแท้ Brilliant-cut รอบ bezel
  3. หน้าปัดสี Purple / Amethyst ไล่เฉด เล่นแสงสวยมากในชีวิตจริง
  4. สาย Rose Gold เต็มข้อ ให้ลุคหรูแบบไม่ต้องพยายาม
  5. ระบบกลไก Quartz คุณภาพสูงจาก Patek Philippe เที่ยงตรงและดูแลง่าย

ทำไม Nautilus ผู้หญิงรุ่นนี้ถึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดนาฬิกาหรูผู้หญิงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ลูกค้าไม่ได้มองหาแค่ความสวย แต่ต้องการ Value + Identity + Investment

และ Nautilus 7010/1R-013 ตอบโจทย์ครบทั้งสามข้อ

  1. Rare & Production ต่ำ
  2. เป็น Nautilus ที่ไม่ใช่รุ่น mass
  3. ราคาตลาดมือสองมีแนวโน้มแข็งแรง โดยเฉพาะหน้าปัดสีพิเศษใส่ได้ทั้ง Everyday look และ High-end lifestyle จึงไม่แปลกที่นักสะสมผู้หญิง รวมถึงนักลงทุนสาย Luxury จะจับตามองรุ่นนี้เป็นพิเศษ

Nautilus 7010/1R-013 เหมาะกับใคร

อยากได้นาฬิกาที่ “สะท้อนตัวตน”

คนที่ชอบนาฬิกาหรูแต่ไม่อยากซ้ำใคร

นักสะสมที่มองหา Nautilus ฝั่งผู้หญิงที่มี Story

ผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่ ใส่แล้วดูแพงทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย

ไม่ว่าจะเป็นภาพลุคที่ถูกพูดถึงในโซเชียลหรือมุมมองของนักสะสมระดับโลก
Patk รุ่นนี้พิสูจน์ชัดว่า Nautilus ผู้หญิง ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นตัวเอก

สนใจนาฬิกาสไตล์เดียวกับที่ LISA เลือกใส่ ปรึกษาเราได้

หากคุณกำลังมองหานาฬิกาหรูในระดับเดียวกับที่ LISA เลือกใส่
ไม่ว่าจะเป็น Patek Philippe, Audemars Piguet หรือเรือนเวลาระดับ Icon รุ่นอื่น ๆ
และอยากปรึกษาเรื่องรุ่น ราคา หรือความน่าสะสมให้เหมาะกับตัวคุณ

📩 LINE OA: @THONGPATEK
📍 หรือมาพูดคุยกับเราได้ที่ Central World ชั้น 5

กำไรเท่าไรไม่สำคัญ แค่รู้จักกันก็ดีใจแล้ว
— Thong Patek

 

Lisa นาฬิกา Patek ลิซ่า Patek Philippe Nautilus 7010/1R-013

Patek philippe Ref.5711 เริ่มผลิตในปี 2006

ในวาระฉลองครบรอบ 30 ปีเมื่อปี 2006 ด้วยการเปลี่ยนการออกแบบตัวเรือน Nautilus ให้มีส่วนประกอบจากตัวเรือน 2 ส่วน (ขอบเบเซิลและตัวเรือนส่วนกลาง) ซึ่งจะรวมเป็นโครงสร้างสามชิ้นถ้ารวมฝาหลัง และกรุกระจกแซฟไฟร์เพื่อให้เห็นกลไกอันงดงาม
.
ซึ่งรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเรือนนี้ทาง Patek Philippe ได้นำรุ่นต้นตระกูล 3700 มาต่อยอดออกมาเป็นรุ่น Ref. 5711/1A ในปัจจุบัน
Patek Philippe Ref. 5711/1A มาพร้อมตัวเรือนวัสดุ Stainless Steel ขนาด 40 MM. และ Caliber 26-3300 SC
.
สำหรับนาฬิการุ่นนี้ ตัวเรือนถูกออกแบบมาอย่างลงตัว เรียบหรู มีขนาดที่บาง แนบเข้ากับข้อมือผู้สวมใส่ จึงทำให้ได้รับความนิยม มาจนถึงปัจจุบัน

ประวัตินาฬิกา Bvlgari

Fashion-Logo-Design-Bulgari

Bvlgari มนต์เสน่ห์แห่งเวลา

Bvlgari สืบทอดผ่านตระกูลเก่าแก่ในประเทศกรีก โดย โซเทริโอ (Sotirio) ช่างทำเครื่องเงินฝีมือเยี่ยม ผู้เริ่มต้นสร้างผลงานศิลปะชิ้นสวยภายในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ราวกลางศตวรรษที่ 19 และได้รับการสานต่อจากลูกชายคือ คอสแทนทิโน (Costantino) และ จิออร์จิโอ (Giorgio) เปิดร้านแห่งใหม่ที่ Via Condotti ถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโรม เมื่อปี 1905 ซึ่งปัจจุบันก็คือ Bvlgari Flagship Store แห่งแรก พร้อมกับขยายไลน์สินค้าจากเครื่องเงิน สู่ผลิตเครื่องประดับจากอัญมณีและเพชรน้ำงาม เครื่องหนัง ภายใต้ชื่อ Bvlgari Holding Company S.p.A.

bulgari

ความจริง Bvlgari เริ่มผลิตนาฬิกามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920’s ก่อนที่เครื่องประดับชั้นสูงของแบรนด์ได้รับการประดิษฐ์สู่ตลาด แต่เป็นในแบบ เครื่องประดับที่บอกเวลาได้ จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980’s Bvlgari ตั้งโรงงานนาฬิกาแห่งแรกตั้งขึ้นในเมือง Neuchatel ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ออกแบบ สร้างสรรค์ พัฒนาและผลิตนาฬิกาภายใต้ชื่อแบรนด์ Bvlgari ในปี 1993 ก็ได้ขยายตลาดนาฬิกาผ่านตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาที่มีชื่อเสียงของโลก

สำหรับปีนี้ Bvlgari สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอีกครั้ง ด้วยการนำความเด่นแต่ละจุดของคอลเลกชั่นที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์อย่างความคลาสสิกของ ‘บุลการี-บุลการี’ (Bvlgari-Bvlgari) ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1977, ‘เรทแทงโกโล’ (Rettangolo) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 และคอลเลกชั่น ‘เออร์กอน’ (Ergon) กับเอกลักษณ์ความโค้งของตัวเรือน ทั้ง 3 คอลเลกชั่นนำมาออกแบบใหม่กลายเป็นผลงานศิลป์แห่งเวลาคอลเลกชั่นใหม่ของปี 2005 กับ ‘แอสซิโอมา’ (Assioma) พร้อมกับการออกแบบให้มีความหลากหลาย ตอบสนองทุกสไตล์การใช้ชีวิต ทั้งหรูหราและสปอร์ต เรียบง่ายและทันสมัย มีให้เลือกถึง 20 รุ่นใน 4 ขนาด และวัสดุหลากหลายของตัวเรือน ทั้งสเตนเลสสตีล, ทอง 18K ทองขาว 18K ประดับเพชรน้ำงาม หรือไม่ประดับเพชร

ประวัตินาฬิกา BUCHERER

Logo_bucherer_960x430.jpg_960x420_q85_crop_upscale

CARL F. BUCHERER อมตะแห่งกาลเวลา

คาร์ล เอฟ. บุคเคอเรอร์ (Carl F. Bucherer) แบรนด์เครื่องบอกเวลาค่ายอิสระที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี รังสรรค์เครื่องบอกเวลาคุณภาพสูงด้วยความประณีตและเปี่ยมคุณภาพ ก่อตั้งโดยนักธุรกิจและนักพัฒนาอุตสาหกรรม คาร์ล-เฟรดริก บุคเคอเลอร์ (Carl-Friedrich Bucherer) เมื่อปี ค.ศ. 1888 จากขายนาฬิกาและอัญมณีแห่งแรกที่เมืองลูเซิร์น (Lucerne)

ต่อมาเขาก็ได้กำลังของลูกชาย 2 คนคือ คาร์ล เอดูอาร์ด บุคเคอเรอร์ (Carl Eduard Bucherer) ที่ร่ำเรียนด้านช่างทองจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ แอร์สต์ (Ernst) ลูกชายที่เลือกเรียนด้านประดิษฐ์นาฬิกาใน แซงต์ เอมีร์ (St. Imier) มาช่วยกันสานต่อธุรกิจ และสร้างความสำเร็จอย่างสูงด้วยการขยายสาขาตัวแทนจำหน่ายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังนำศิลปะที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา สร้างสรรค์ เรือนเวลาประดับอัญมณีสวยหรู ซึ่งทำให้แบรนด์ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักประดิษฐ์นาฬิกาของราชสำนักเยอรมนี ในปี ค.ศ. 1915

Breguet_Header

ความสำเร็จยังส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และสร้างชื่อเสียงให้กับเครื่องบอกเวลาแบรนด์ Carl F. Bucherer อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับปีนี้ Carl F. Bucherer นำเรือนเวลาสวยจากอดีตหวนกลับมาอีกครั้งในคอลเลกชั่นล่าสุด ‘ทริบิวต์ ทู มิมิ’ (Tribute to Mimi) ตัวแทนความรักอมตะที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก ของ Carl Eduard Bucherer ที่มีต่อภรรยาสาวสวย มิมี่ บุคเคอเรอร์-ฮีบ (Mimi Bucherer-Heeb) มรดกศิลป์จากอดีต หวนกลับมาย้อนรำลึกถึง Mimi Bucherer-Heep อีกครั้งในปีนี้กับคอลเลกชั่น ‘Tribute to Mimi’ ความงามย้อนยุคของเครื่องบอกเวลาชั้นสูง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ของศิลปะแห่ง อาร์ต เดโค (Art Deco) ยังคงรักษาดีไซน์ตามแบบฉบับนาฬิกาเรือนงามที่ Carl Eduard Bucherer ออกแบบเป็นพิเศษแทนความรักที่มอบให้กับภรรยาหมดทั้งหัวใจ สะท้อนผ่านความงามสะดุดตาเพื่อสื่อความรักนิรันดร์

Carl Eduard Bucherer และ Ernst

นอกเหนือจากรุ่นพิเศษที่รังสรรค์ย้อนยุคแล้ว แบรนด์ Carl F. Bucherer ยังพัฒนาเสน่ห์เร้นลับของคอลเลกชั่น อลาเครีย ดีวา (Alacria Diva) ปรับโฉมพื้นหน้าปัดใหม่ดีไซน์เฉียบ แต่ยังคงเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่นในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ออกแบบขอบข้างตัวเรือนเป็นเว้าโค้งรับกระชับข้อมือ ใน 2 ความงามใหม่กับการประดับแซพไฟร์สีน้ำเงินรับกับสายหนังสีน้ำเงิน และประดับแซพไฟร์สีส้ม รับกับสายหนังสีน้ำตาลอมส้ม ทำงานด้วยกลไกสวิสควอตซ์

ส่วนคอลเลกชั่นเด่นของแบรนด์ Carl F. Bucherer อย่าง พัธราวี (Patravi) ที่ผสมผสานความงามร่วมสมัยของรูปลักษณ์ภายนอกเข้ากับความยอดเยี่ยมของกลไกการทำงานขั้นสูง ได้รับการพัฒนาและสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความหลากหลายให้กับคอลเลกชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้รักเครื่องบอกเวลาที่เปี่ยมคุณภาพและงามด้วยดีไซน์
สำหรับ ในปีนี้ สานต่อความสำเร็จจากปีที่แล้ว กับหลากรุ่น ในคอลเลกชั่น Patravi ปรับความสง่าให้สูงค่า ไม่ว่าจะเป็นรุ่น พัธราวี ตอนโนกราฟ (Patravi Tonneaugraph), พัธราวี ตอนโน (Patravi Tonneau), พัธราวี พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ (Patravi Power Reserve), พัธตาวี โครโนกราฟ จีเอ็มที (Patravi Chronograph GMT) และ พัธราวี โครโนกราฟ บิ๊ก เดท (Patravi Chronograph Big Date)

ทุกรุ่นทุกเรือนมาพร้อมความงาม ความประณีต และเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ อันเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Carl F. Bucherer ที่สืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่นและไม่เคยเลือนหายไป

ประวัตินาฬิกา Breitling

 

asset-version-af2116475d-Breitling-print

ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อเมือง แซง เอเมียร์ (St. Imier) ใกล้เทือกเขาจูร่า (Jura)เซอร์แลนด์ ลีออง ไบร์ทลิ่ง (Leon Breitling) ริเริ่มโรงงานผลิตนาฬิกาขึ้นมาด้วยเป้าหมายเพียงประการเดียวคือ สร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลาที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมของโลก

ก้าวสู่โลกแห่งการบิน

ในปี ค.ศ. 1884 ช่วงเวลาที่ Leon Breitling เริ่มประดิษฐ์นาฬิกาจับเวลาภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘ไบร์ทลิ่ง’ (Breitling) เป็นช่วงเดียวกับการพัฒนาอากาศยาน ดังนั้น อุปกรณ์จับเวลาที่ได้รับการประดิษฐ์ขึ้น จึงถูกนำไปใช้กับเครื่องบินแบบต่างๆ และด้วยคุณภาพที่เป็นเลิศ ทำให้เครื่องมือจับเวลาของ Breitling ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนโรงงานผลิตนาฬิกาเล็กๆ ของผู้ก่อตั้งต้องขยายกิจการและย้ายไปยัง ลา โชซ์-เดอ-ฟองด์ (La Chaux-de-Fonds) อันเป็นศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาชื่อดังของโลก

breitling_chrono_avenger_sky_watch

นาฬิกาจับเวลาของ Breitling ได้รับการพัฒนาต่อมาในปี ค.ศ. 1915 โดย แกสตัน ไบร์ทลิ่ง (Gaston Breitling) จนกลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบบจับเวลาที่แม่นยำ ในขณะเดียวกันก็ยังคงพัฒนาอุปกรณ์คำนวณและจับเวลาสำหรับติดตั้งบนเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามในฐานะผู้ชำนาญด้านอุปกรณ์จับเวลาและนาฬิกาสำหรับนักบิน ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 แบรนด์ Breitling ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินอย่างเต็มตัว โดย วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) ทำให้ชื่อแบรนด์ Breitling กลายเป็นชื่อที่มีความผูกพันยิ่งกับกองทัพอากาศ นักบิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศยานทั่วโลก ทั้งยังกลายเป็นนาฬิกาประจำตัวนักบินของฝูงบินชื่อดังของโลก เช่น ทันเดอร์เบิร์ด (Thunderbird) ของสหรัฐฯ, เรด แอร์โรวส์ (Red Arrows) ของสหราชอาณาจักร, ปาตรูอีเยอ เดอ แฟรนซ์ (Patrouille De France) หรือกองลาดตระเวณของฝรั่งเศส และ ฟรีซ ไตรโคโลรี (Freece Tricolori) ของอิตาลี

จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและรูปแบบของ Breitling ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงการการบินและการกีฬามาจนถึงปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์นานนับศตวรรษ Breitling ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีมาโดยตลอด ครองความเป็นเจ้านาฬิการะบบจักรกลที่สามารถเดินได้อย่างเที่ยงตรงจนถึงระดับโครโนมิเตอร์ ดังนั้น Breitling จึงกลายเป็นนาฬิกาสำคัญระดับโลกรายเดียวที่ได้รับประกาศนียบัตรรับรองความเที่ยงตรงในนาฬิกาทุกรุ่นของตนเอง และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ยังคงเป็นของชาวสวิส โดยมีโรงงานการผลิตแห่งใหม่ที่เต็มไปด้วยมาตรฐานของอุตสาหกรรมการทำนาฬิกาด้วย

ทุกเรือนเป็นโครโนมิเตอร์

ใบรับรองโครโนมิเตอร์ (Chronometer) แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่า ‘ มีความเที่ยงตรงเป็นที่สุด แม้จะอยู่ในสถานะใดๆก็ตาม’

นี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับนาฬิกาที่ได้รับใบรับรองนี้ กว่าจะได้มาต้องมีการนำเสนอวิธีการและระยะเวลาการผลิตทั้งหมดให้กับสถาบันทดสอบความเที่ยงตรง The Swiss Official Chronometer Testing Institute หรือที่เรียกกันย่อๆว่า C.O.S.C. ได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน พร้อมกับผ่านการตรวจสอบและทดสอบ
สำหรับ Breitling ก็ต้องผ่านการทดสอบดังกล่าวเช่นกัน ด้วยระยะเวลา 15 วัน 15 คืน ในอุณหภูมิต่างกัน 3 อุณหภูมิ ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันให้เห็นถึงความแน่วแน่ในการตัดสินใจที่จะทำให้ตนเองแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นๆด้วยใบรับรองจาก C.O.S.C. สำหรับนาฬิกาทุกรุ่นทุกเรือน หรือจะเรียกว่า 100% ของการผลิตล้วนผ่านการรับรองความเที่ยงตรงมาแล้วทั้งสิ้นก็ได้